วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วารสาร ฉบับที่12


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
       เป็นที่ทราบกันดีว่าในเดือนมีนาคม ทุกปี เป็นช่วงสอบไล่ของนักเรียน ซึ่งหมายถึงการจะได้ขึ้นชั้นใหม่ ย้อนดูความรู้สึกสมัยเด็กของตนเองนั้น ช่างตื่นเต้นจริงๆก็ไม่รู้ว่าเด็กๆ ยุคสมัยนี้จะยังรู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะรูปแบบของการสอบต่างจากเดิม มีการสอบวัดความรู้ตั้งแต่ในระดับชั้นเรียน จนถึงระดับชาติ ทั้งครูทั้งนักเรียนจึงต้องปรับตัวกันยกใหญ่
       การสอบนั้นมุ่งประมวลความรู้ของผู้เรียน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะประมวลความรู้สึก และความสุขของการใช้ชีวิตได้กี่มากน้อย  จะอย่างไรก็ตาม พวกเราในฐานะของคนในวงการศึกษา ก็คงจะต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้เด็กๆ ที่เป็นลูกศิษย์มีคุณลักษณะ คนดี มีความรู้ อยู่เป็นสุข”     ให้จงได้

                                                    ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช

.......วันสำคัญในรอบปี....
    วันสำคัญ หมายถึง วันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในอดีต  มีขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมได้ตระหนัก และระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ด้วยความภาคภูมิใจ หรือเพื่อเป็นแบบอย่าง ในการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามสืบทอดต่อกันมา เรียงลำดับในแต่ละเดือน ดังนี้
    มกราคม  มี  8 วัน
1 ม.ค. วันขึ้นปีใหม่   /(เสาร์ที่ 2) วันเด็กแห่งชาติ 13 ม.ค. วันการบินแห่งชาติ /14 ม.ค.  วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ/ 16 ม.ค.  วันครู /  17 ม.ค. วันพ่อขุนรามคำแหง/ 22 ม.ค.  วันสถาปนา อพป.แห่งชาติ / 25 ม.ค. วันกองทัพไทย 
     กุมภาพันธ์ มี  7  วัน
2 ก.พ. วันนักประดิษฐ์/ 3 ก.พ. วันทหารผ่านศึก/ 10 ก.พ. วันอาสารักษาดินแดน  24 ก.พ. วันศิลปินแห่งชาติ/ 25 ก.พ.วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ/ 26 ก.พ. วันสหกรณ์แห่งชาติ/ (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)วันมาฆบูชา
     มีนาคม  มี  7  วัน
5 มี.ค. วันสื่อสารมวลชน/ 8 มี.ค.วันสตรีสากล/ 13 มี.ค. วันช้างไทย/ 18 มี.ค. วันท้องถิ่นไทย / 20 มี.ค. วันอาสาสาธารณสุขแห่งชาติ/ 22 มี.ค.วันน้ำของโลก/ 27 มี.ค.วันกองทัพอากาศ
     เมษายน  มี   11 วัน
1 เม.ย.วันออมสิน/ 1 เม.ย.วันข้าราชการพลเรือน/ 2 เม.ย. วันอนุรักษ์มรดกไทย/2 เม.ย.วันรักการอ่าน/ 6 เม.ย.วันจักรี/ 13 เม.ย.วันผู้สูงอายุ/ 13 เม.ย.วันประมงแห่งชาติ/ 13-15 เม.ย.วันสงกรานต์/14 เม.ย.วันครอบครัว/ 22 เม.ย.วันคุ้มครองโลก/ 24 เม.ย.วันเทศบาล
     พฤษภาคม  มี  6  วัน
1 พ.ค.วันแรงงาน/ 5 พ.ค.วันฉัตรมงคล/ (เดือน 6)วันพืชมงคล/ (ขึ้น15ค่ำเดือน6)วันวิสาขบูชา/ (ขึ้น15ค่ำเดือน6)วันต้นไม้แห่งชาติ/ 31พ.ค.วันงดสูบบุหรี่โลก
     มิถุนายน  มี  5 วัน
5 มิ.ย.วันสิ่งแวดล้อมโลก/ 9 มิ.ย.วันอานันทมหิดล/ 24 มิ.ย.วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง/ 26 มิ.ย.วันสุนทรภู่/ 26 มิ.ย.วันต่อต้านยาเสพติด
กรกฎาคม  มี  4  วัน
1 ก.ค.วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ/ (ขึ้น15ค่ำ เดือน8)วันอาสาฬหบูชา/(แรม1ค่ำ เดือน8)วันเข้าพรรษา/ 29 ก.ค.วันภาษาไทยแห่งชาติ
     สิงหาคม  มี  4  วัน
4 ส.ค. วันสื่อสารแห่งชาติ/ 7 ส.ค.วันรพี/ 12 ส.ค.วันแม่แห่งชาติ/ 18 ส.ค.วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
     กันยายน  มี  7  วัน
1 ก.ย.วันสืบ นาคเสถียร/ 6 ก.ย.วันดนตรี/ 15 ก.ย.วันศิลป์   พีระศรี/ 16 ก.ย.วันโอโซนโลก/ 20 ก.ย.วันเยาวชนแห่งชาติ/ 20 ก.ย.วันอนุรักษ์คูคลองแห่งชาติ/ 24 ก.ย.วันมหิดล
     ตุลาคม  มี  12  วัน
(แรม15ค่ำเดือน10)วันสารทไทย/ (ขึ้น15ค่ำเดือน11)วันออกพรรษา/ 13 ต.ค.วันตำรวจ/ 14 ต.ค.วันประชาธิปไตย/        15 ต.ค.วันเทคโนโลยีไทย/ 21 ต.ค.วันสังคมสงเคราะห์/     21 ต.ค.วันพยาบาล/ 21 ต.ค.วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ/ 21 ต.ค.วันรักต้นไม้ประจำปี/ 23 ต.ค.วันปิยะมหาราช/       24 ต.ค.วันสหประชาชาติ/ 31 ต.ค.วันออมแห่งชาติ
     พฤศจิกายน  มี 6  วัน
(ขึ้น15ค่ำเดือน12)วันลอยกระทง/ (เสาร์ที่2)วันคนพิการ/  14 พ.ย.วันบิดาฝนหลวง/ 20 พ.ย.วันกองทัพเรือ/ 25 พ.ย.วันวชิราวุธ-วันประถมศึกษา/ 27 พ.ย.วันสาธารณสุขแห่งชาติ
     ธันวาคม  มี  10  วัน
1 ธ.ค.วันเอดส์โลก/ 4 ธ.ค.วันสิ่งแวดล้อมไทย/ 5 ธ.ค.วันพ่อแห่งชาติ/ 10 ธ.ค.วันรัฐธรรมนูญ/ 16 ธ.ค.วันกีฬาแห่งชาติ/ 25 ธ.ค.วันคริสต์มาส/ 26 ธ.ค.วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ/  28 ธ.ค.วันตากสินมหาราช/ 31 ธ.ค.วันสิ้นปี
      รวมเบ็ดเสร็จ 87 วัน ก็ประมาณ หนึ่งในสี่ ของปี   ทีเดียวเชียวครับพี่น้อง………………
ขอบคุณข้อมูล    http://www.yenta4.com







วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

วารสาร ฉบับที่ 11

ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
       ครบหนึ่งขวบแล้วครับสำหรับวารสารของเรา  ฟังเสียงสะท้อนมาก็มีทั้งชื่นชมและเฉยๆ บางท่านก็ว่าทุกวันนี้ มันต้องทำ website
กันแล้ว ไม่มีใครมานั่งอ่านจากแผ่นกระดาษ หรอก มันเชย...
    ข้อนี้ผมทราบดี  แต่ถ้าเอาตนเองเป็นมาตรวัดนะครับ  ผมไม่ค่อยได้เข้าไปดู web ร.ร.อื่นเลย จะดูก็แต่ web หลักๆ ของ สพฐ. /สพป. หรือของสากล   ดังนั้นวารสารของเราจึงเป็นวารสารกึ่งบังคับ อย่างน้อยได้ผ่านตาท่าน ก็ถือว่าตรงตามวัตถุประสงค์แล้ว แต่ถ้าท่านอยากอ่านผ่านสื่อไอที ท่านสามารถไปดูได้ที่ blog หรือ facebook ตามที่อยู่ด้านล่างนี้ และเขียนพูดคุยโต้ตอบกับเราด้วยยิ่งดี
        ฉบับนี้ขออนุญาตร้องเพลงกล่อมตนเองนะครับ
           Happy  birthday  to  me….to  me.
                                                ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
เก็บเรื่องราวมาเล่าบอก
                                       ....เปิดประตูสู่อาเซียน....
 ช่วงนี้  ถ้าหากจะไปโรงเรียนอื่น
ต้องถามก่อนว่าพูดภาษาอังกฤษ กันวันไหน จะได้เลือกไปถูกวัน....
             ด้วยนโยบายรัฐบาล ให้ไทยเปิดประตูสู่อาเซียนในปี 2558 หน่วยงานของรัฐอย่างเราก็ต้องสนองนโยบายอย่างเต็มที่   ขอพาท่านไปรู้จักบางแง่มุมของการเปิดประตูสู่อาเซียน กันนะครับ
    ASEAN   (Association of  South East Asia Nations )
เราเรียกว่า อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้  ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ  เมื่อ พ.ศ.2510  มีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม พม่ากัมพูชา อินโดนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์  สิงค์โปร์ เวียดนามลาวและไทย
     สถานะ  อาเซียน เป็นนิติบุคคล โดยมีกฎบัตรอาเซียน เป็นธรรมนูญ มีบัญญัติ 13 บท 55 ข้อ ครอบคลุมเป้าหมาย หลักการ และการบริหารจัดการขององค์กร
     ภาษากลางอาเซียน   ภาษาอังกฤษ
     ธงอาเซียน แสดงถึงความมั่นคง สันติภาพ ความเป็นเอกภาพ และพลวัติของอาเซียน มี 4 สี   ได้แก่  สีน้ำเงิน คือ สันติภาพและเสถียรภาพ   สีแดง คือ ความกล้าหาญและการมีพลวัติ  สีขาว คือ ความบริสุทธิ์  และสีเหลือง คือ ความเจริญรุ่งเรือง  สัญลักษณ์รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น เป็นตัวแทนของสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งวาดฝันไว้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างมีมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ส่วนวงกลมที่อยู่รอบรวงข้าว แสดงถึงความเป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวและความสมานฉันท์ของอาเซียน
   ไทยได้ประโยชน์อย่างไร จากการเปิดประตูสู่อาเซียน 2558
     เป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตร่วมกันโดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนอย่างเสรี  มุ่งสร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน  และการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาเซียนเข้ากับประชาคมโลก
     มีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางหลวงอาเซียน  จากสิงคโปร์ ผ่านไปยัง มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนามและสิ้นสุดที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน และปรับมาตรฐานของเส้นทางคมนาคมทางบกและทางรถไฟให้มีมาตรฐานเดียวกัน
      หากสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้สำเร็จ  ไทยจะได้ประโยชน์จากการขยายการส่งออกและโอกาสทางการค้า  และเปิดโอกาสการค้าบริการในสาขาที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น ท่องเที่ยว โรงแรมและภัตตาคาร  สุขภาพ ฯลฯ  ซึ่งอาเซียนยังมีความต้องการด้านการบริการเหล่านี้อีกมาก  นอกจากนี้  ยังจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมายังอาเซียน  ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของอาเซียนในเวทีการค้าโลก  และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอาเซียนโดยรวม
     ย้อนมองตัวเอง
      45 ปีแล้ว นับแต่ก่อตั้งอาเซียน เปรียบเป็นคนก็ผู้ใหญ่เต็มตัว เมื่อมาสำรวจตนเองก่อนจะเปิดตัวสู่อาเซียน เริ่มกันที่ภาษาพูด (อังกฤษ) เราเพิ่งจะพากันตื่นตัวเมื่อไม่นานนี้เอง อาการน่าห่วง แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี  ก็ว่า มาช้าดีกว่าไม่มา  
 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ทุกโรงเรียน นะครับ
           “Welcome to ASEAN .”
   ...แนะนำบุคลาก....

นายมนต์   บุทอง
  ตามน
   ช่างครุภัณฑ์ชั้น 3
4  พฤศจิกายน  2497
                                                  
                 จงอย่าคิดว่าตนเหนือกว่าคนอื่น

ขอบคุณข้อมูล    http://www.hq.prd.go.th/
 

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วารสาร ฉบับที่ 10

ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
      มกราคมที่ผ่านมานั้น  พี่น้องเพื่อนครูคงจะได้สนุกกับกิจกรรมดีๆ หลายอย่าง  อาทิ วันปีใหม่ วันเด็ก วันครู  เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมรื่นเริงชวนให้รื่นรมย์ยิ่ง  โอกาสนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับคุณครูของเรา 2 ท่าน คือ ครูพิกุลทอง  วงเวียน ได้รางวัลครูดีศรีณรงค์ และ ครูศิริลักษณ์ งอกงาม เป็นหนึ่งแสนครูดี ในงานวันครู55
     สำหรับเดือนกุมภาพันธ์  ทุกท่านคงทราบว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ตามแบบสากลนิยม ดังนั้นตลอดทั้งเดือนหัวใจ ก็จะเป็นสีชมพู แต่ในวงการศึกษาของเรานั้นสีชมพูจะเข้มหรือจางยังไม่อาจบอกได้ ต้องรอผลสอบ o-net  ปลายเดือนนี้ก่อน หวังว่าคงจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นะครับ
                              ........ขอเป็นกำลังใจให้ครับ.....           ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
        ....แนะนำบุคลากร.....
           นายอำนาจ   บุญล้อม
            ตำแหน่ง ครูธุรการ
             ชื่อเล่น  ทนายอ๋อง
             ว/ด/ป เกิด     24  เมษายน 2523
         คติ    
  ตนกำหนดชีวิตตน

เก็บเรื่องราวมาเล่าบอก
อธิกสุรทิน  อธิกมาส  อธิกวาร?
        คนรุ่นหลังๆ ได้ยินคำ 3 คำ นี้    แล้วอาจจะงงๆ ยิ่งไปดูในปฏิทินยิ่งยุ่งกันไปใหญ่  ดังนั้นฉบับนี้ขออนุญาตทำความเข้าใจกับระบบการนับวันนับเดือนกันนะครับ
     การนับวัน เดือน ปี นั้น อาศัยความสัมพันธ์ของตัวแปร  3  สิ่ง  คือ โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หากต้องการทำให้ปฏิทินคงที่นั้น  จะต้องมีการชดเชยเวลาแต่การชดเชยนั้นทำไม่ได้ เนื่องจากค่าเวลาจากคาบการโคจรและความ สัมพันธ์ ของ 3 ตัวแปรนั้นมันไม่ลงตัว เพราะทางจันทรคติ นับเวลา 1 ปีมี 12 เดือน เท่ากับ 360 วัน ส่วนทางสุริยคติ นับเวลา 1 ปี มี 12 เดือน เท่ากับ 365.2425 วัน (โดยเฉลี่ย)       จึงต้องมีวิธีพิสดารมาทำให้มันลงตัวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาล และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยนั้นใช้ปฏิทินสุริยคติและจันทรคติ ร่วมกันจึงมีการคำนวณที่ยุ่งยากมาก  ผลจากการบวกทดเวลาทั้งทางสุริยคติและทางจันทรคติ ทำให้บางปีมีจำนวนวันที่มากขึ้น และมีคำศัพท์ที่เรียกปีพิเศษเหล่านั้น  ดังนี้นะครับ      
อธิกสุรทิน (อ่านว่า อะ-ทิ-กะ- สุ-ระ-ทิน) มาจากภาษาบาลีสันสกฤต         ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  หมายถึง "วันที่เพิ่มขึ้นในปีสุริยคติ คือในปีนั้นเพิ่มวันเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ อีก 1 วัน เป็น 29 วัน"  ซึ่งตามธรรมดาเดือนกุมภาพันธ์ มี 28 วัน  จึงเรียกปีที่เดือน กุมภาพันธ์ มี 29 วัน ว่า  "ปีอธิกสุรทิน" โดยจะมี 4 ปี/ครั้ง ข้อสังเกตง่ายๆ คือให้เอาปี ค.ศ. ตั้งหารด้วยเลข 4  ถ้าหารลงตัวจะเป็นปีอธิกสุรทิน
       เหตุที่จะต้องมีปีอธิกสุรทินทุก 4 ปี เพราะตามระบบของปฏิทินทางสุริยคติ ในปีหนึ่งๆ นั้นตามความเป็นจริงมีจำนวนวัน 365.2425 วัน เมื่อรวมเศษที่ตกค้างในแต่ละปีให้เป็น 1 วัน ก็จะครบในทุก 4 ปี  และทำให้ปีนั้นมี 366 วัน  
         อธิกมาส หมายถึง เดือนที่เพิ่มขึ้นในปีจันทรคติ คือในปีนั้นมี 13 เดือน มีเดือน 8 สองหน สาเหตุที่ต้องเพิ่มเดือน 8 เข้าไปอีก 1 เดือน ก็เพื่อให้ปฏิทินทางจันทรคติเทียบกับปฏิทินทางสุริยคติได้ โดยจำนวนวันไม่ต่างกันมากเกินไป และเรียกปีที่มีเดือน 8 สองหนว่า "ปีอธิกมาส" ซึ่งจะปรับโดยมติของโหร ไม่มีระบบแบบที่คำนวณได้ตายตัว
          อธิกวาร หมายถึง วันที่เพิ่มขึ้นในปีจันทรคติ คือในปีนั้นเดือน 7 เป็นเดือนเต็มมี 30 วัน ตามปรกติเดือนที่เป็นเลขคี่ ในปฏิทินทางจันทรคติจะเป็นเดือนขาด มี 29 วัน และเดือนเลขคู่เป็นเดือนเต็มมี 30 วัน แต่ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันกับการเพิ่มเดือนเป็นอธิกมาส ในรอบประมาณ 5 ปีปฏิทินทางจันทรคติซึ่งแม้จะมีอธิกมาสแล้ว แต่ก็จะมีจำนวนวัน ต่างจากปฏิทินทางสุริยคติอยู่อีกหนึ่งวัน จึงต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้เท่ากันโดย เพิ่มวันเข้าไป ในเดือน 7 ทำให้เดือน 7 ในปีนั้นมี 30 วัน วันสุดท้ายของเดือน 7 ดังกล่าวจะเป็นวันแรม 15 ค่ำแทนที่จะเป็นวันแรม 14 ค่ำ เหมือนเดือนขาดทั่วไป วันที่เพิ่มเข้าไปนี้เรียกว่า อธิกวาร      ปีที่มีอธิกวาร เรียกว่า "ปีอธิกวาร"  ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับ ปีอธิกสุรทิน หรือ         ปีอธิกมาส ก็ได้
              ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ.2012) นี้ เป็นปีอธิกสุรทินและปีอธิกมาส ขาดก็แต่อธิกวาร เหล่าบรรดาผู้ทำนายทายทัก นักพยากรณ์ ก็ว่ากันไปตามเรื่อง ในส่วนของเราที่เป็นนักการศึกษาก็หยิบยกเอาแต่ส่วนดีที่จะนำไปสู่การพัฒนามาใช้ก็แล้วกันนะครับ
ขอบคุณข้อมูล    http://www. 2-teen.com  /รศ. ดร. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

วารสารฉบับที่ 9

ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
       กลางเดือนที่แล้ว ท่าน ผอ.เขต กฤษฎากร  ชุติกุลกีรติ  มาเยี่ยม ร.ร.ใน อ.ศรีณรงค์ และได้ฝากข้อคิดไว้เป็นแนวทางปฏิบัติงานราชการ ว่า ครูต้องมี 3 เต็ม คือ เต็มใจ  เต็มความสามารถ  เต็มเวลา” เป็นข้อคิดที่มีค่ายิ่ง
      สำหรับ ร.ร. ของเรา เดือนที่ผ่านมานั้น นักเรียน ป.4-6 ได้ไปทัศนศึกษาที่ จ.อุบลราชธานี ต่อจากนั้นคณะครูของเราก็ได้ไปศึกษาดูงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคอีสาน ที่ จ.มหาสารคาม ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษา ครับ    
     โบราณว่าไว้ หลังเมฆหมอกและพายุ  ท้องฟ้าจะสดใส  ก็ขอให้จริงดังว่า เพราะปลายปีที่แล้วประเทศไทยเราเจอวิกฤติหนัก  ดังนั้นปีใหม่นี้ ฟ้าจะสดใส หัวใจก็เบิกบาน
                              ........สุขสันต์วันปีใหม่ครับ......

                                                ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
เก็บเรื่องราวมาเล่าบอก
.....อวยพรกันวันปีใหม่ (ปีมะโรง 2555) ........
        ในอดีต วันขึ้นปีใหม่มี
การเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน  การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่          พ.ศ. 2432 เป็นต้นมา
 
        อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่มีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปี ใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

       การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆ มา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
        ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการ มีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่ และยึดเป็นแนวปฏิบัตินับแต่นั้นมา
กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
      วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก ส่งการ์ดบัตรอวยพร ให้ของขวัญซึ่งกันและกัน  ไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ   ทำความสะอาดบ้านเรือน และพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว

       ปีใหม่ พ.ศ. 2555 นี้ กระผมขออนุญาตอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13  ของในหลวง  แทนคำอวยพรให้พี่น้องเรา นะครับ

         "พรปีใหม่"  ( ธันวาคม พ.ศ. 2494 )
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
    
สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์                      ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี  โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่  ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ  ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ….

ขอบคุณข้อมูล    http://www.Banmaha.com

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

วารสารฉบับที่ 8

ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
 ......สถานการณ์น้ำท่วมที่สื่อเรียกมหาอุทกภัย นั้น สร้างความทุกข์ใจแก่พี่น้องทั้งประเทศ ขอภาวนาให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้นะครับ
      ช่วง 8-9 พ.ย. ที่ผ่านมา อ.ศรีณรงค์ เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการของ สพป.สร.3      
      สำหรับโรงเรียนของเราเป็นสนามประกวดแข่งขันสาระสุขศึกษาพลศึกษา  เป็นความภูมิใจและประทับใจอย่างยิ่ง  ผลการแข่งขันเป็นที่ทราบกันแล้ว มีควันหลงมากมายทั้งดีใจและผิดหวัง  ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากปีก่อนๆ      เมื่อดูเนื้อแท้ของการจัดงาน คือให้นักเรียนได้แสดงความสามารถและมีส่วนร่วม แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติครับ   
     เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้การชนะเและแพ้อย่างเข้าใจ  ซึ่งจะช่วยทำให้เขากลายเป็นคนที่สมบูรณ์ในอนาคตครับ

                                                ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
..........งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน  ..........
     ความเป็นมา
     งานศิลปหัตถกรรมได้เริ่มจัดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2455 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โดย มีจุดมุ่งหมาย เพื่อจะแนะนำชักจูงให้เด็กชายหญิงในสมัยนั้น ได้เอาใจใส่ฝึกหัดศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นทางเลี้ยงชีพ   และกันการที่เด็กทั้งหลายพากันนิยมในการเป็นเสมียนหรือ เข้าทำราชการให้น้อยลง 
      การจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนมีการจัดต่อเนื่องกันตลอดมา มีหยุดเว้นบ้าง เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ เปลี่ยนชื่องานไปก็หลายครั้ง โดยจัดที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2534 (ครั้งที่ 44) เป็นปีเฉลิมฉลอง 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ เริ่มจัดงานกระจายไปทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้เยาวชนในส่วนภูมิภาค ได้มีโอกาสเข้าชมงานอย่างกว้างขวาง โดยใช้ชื่องานว่า "งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ฉลอง 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ" โดยให้ทุกกรมในกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมกันจัดงาน มีการจัดงานเป็น 5  ภูมิภาค  ได้แก่ ภาคเหนือ  ภาคกลาง  ภาคตะวันออก  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้   

กระทั่งปี พ.ศ. 2535  ได้แบ่งการจัดงานเป็น  4  ภูมิภาค เป็นการคัดตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในระดับชาติ ที่ กทม. โดยใช้ชื่อว่า       " งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน...."      จนถึงจนถึงปัจจุบัน
      งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคอีสาน           
งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2554 เป็นครั้งที่ 61    จัดที่ จ.มหาสารคาม วันที่  27-29 ธันวาคม 2554   โดยมีกรอบการจัดงานแบ่งเป็น  6  กิจกรรม  ประกอบด้วย                                                                   
 1.  กิจกรรมการประกวดและแข่งขันทักษะทางวิชาการ 
 2.  กิจกรรมนิทรรศการผลงานทางการศึกษาของโรงเรียน3.  กิจกรรมการประกวดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานทางวิชาการ/นวัตกรรมผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา4.  กิจกรรมท่องโลกศึกษาทัศนาเมืองตักสิลา5.  กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน
6.  กิจกรรมประชุมทางวิชาการ ศิลปหัตถกรรมนักเรียนวิชาการ
     ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน นับนิ้วมือ ได้  99  ปี แล้ว   ที่เขาว่าเวลาเปลี่ยน  อะไรๆ ก็เปลี่ยน  เห็นจะจริงดังว่า  ดูแต่จุดมุ่งหมายของการจัดงานก็พอจะเดาออก  แต่จะอย่างไรก็ตามชื่อของงานก็ยังคงเอกลักษณ์และการันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี
        ในฐานะของนักการศึกษาอย่างพวกเราคงจะต้องมองไปข้างหน้าเป็นสำคัญ  ก็ขอให้พี่น้องเราได้ช่วยกันขับเคลื่อนการศึกษา ให้สมกับคำขวัญการจัดงานที่ว่า

       สุดยอดเด็กไทย ก้าวไกลในอาเซียน


ขอบคุณข้อมูล    http://www.Kroobannok.com

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

วารสารฉบับที่2

วารสารฉบับที่2

พบกันเป็นฉบับที่ 2 แล้วนะครับ   สำหรับวารสารน้องใหม่ฉบับนี้  ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมานั้นแม้ว่านักเรียนจะได้หยุดเรียนแต่คณะครูและภารกิจของโรงเรียนก็ยังดำเนินต่อไป สำหรับบุคลากรทั้ง 11 คนของโรงเรียนรัฐราษฎร์พัฒนาได้มาเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะลุยงานในปีการศึกษาใหม่ ตั้งแต่ 10 พ.ค. เลยละครับ ทำนั่นบ้าง นี่บ้าง ลืมๆไปก็สิ้นเดือนแล้ว เลยเก็บภาพต่างๆ มาฝาก   พี่น้องเรา  เพราะเชื่อว่าทำความดีคงได้ผลดีตอบแทนสักวันละนา...  
                                
ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ
                        ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
การเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ต้องคำนึงถึงหลักที่สำคัญ 7 ข้อ ดังนี้
                                           1. ความต้องการหรือความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ
                                           2. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากที่สุด
                                           3. เน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง      
                                            หมายความว่าให้สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ในสภาพความเป็นจริง สามารถวิจัยเชิงปฏิบัติการ และสืบค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
4. เป็นการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้เกิดทักษะที่จะนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสามารถเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของตนได้ คือรู้วิธีคิดของตนเองและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดอย่างเหมาะสม ไม่เน้นที่การจดจำเพียงเนื้อหา
5. เน้นการประเมินตนเอง  โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองได้ชัดเจนขึ้น รู้จุดเด่นจุดด้อยและพร้อมที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น การประเมินในส่วนนี้เป็นการประเมินตามสภาพจริงและใช้แฟ้มสะสมผลงานช่วย
6. เน้นความร่วมมือ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวัน
7. เน้นรูปแบบการเรียนรู้ ซึ่งอาจจัดได้ทั้งในรูปเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคล
มียุทธศาสตร์ 5 ข้อ
1. การเรียนแบบร่วมมือ เป็นวิธีการเรียน
ที่ให้นักเรียนทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ
เพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ทั้งด้านความรู้ และทางด้านจิตใจ ช่วยให้นักเรียนเห็นคุณค่าในความแตกต่างระหว่างบุคคลของเพื่อนๆ เคารพความคิดเห็นและความสามารถของผู้อื่นที่แตกต่างจากตนตลอดจนรู้จักช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อนๆ
2. การเรียนแบบประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้จากการได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยผู้เรียนได้มีโอกาสรับประสบการณ์ แล้วได้รับการกระตุ้นให้สะท้อนสิ่งต่างๆ ที่ได้จากประสบการณ์ออกมาเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ และเจตคติใหม่ๆหรือวิธีการคิดใหม่ๆ

3. การเรียนแบบอภิปัญญา เป็นการเรียนที่ให้ผู้เรียนคิดโดยเป็นการคิดที่รู้ตัวว่าคิดอะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนได้ด้วย
4. การเรียนแบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เป็นการเรียนโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น ให้ผู้เรียนระดมสมอง ให้ผู้เรียนคิดออกแบบในวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ ให้ผู้เรียนคิดเขียนภาพในวิชาศิลปะ เป็นต้น
5. การเรียนแบบทำโครงงาน เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตนเองสนใจ และทำเป็นโครงงาน (Project) อาจทำเป็น รายงาน ภาคนิพนธ์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ได้
หวังว่าคุณครูคงจะปฏิรูปการเรียนรู้โดย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยทั่วกันนะครับ

ขอบคุณข้อมูล;  www.moobankru.com

โรงเรียนของเรา


วารสารฉบับที่1

วารสารฉบับที่1