วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

วารสารฉบับที่22


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
ข่าวคราวเกี่ยวกับการสอบโอเนตที่ผ่านมายังคงมีมาเรื่อยๆ ซึ่งเจตนารมณ์ของการสอบนั้นชัดเจนตามแนวทางที่ว่าไว้ในตัวบทกฎหมาย  แต่พอลงสู่การปฏิบัติก็มีการแตกประเด็นเป็นระเบียบ ข้อบังคับ แยกย่อยลงไป ซึ่งทำให้เกิดผลได้และผลเสียต่อผู้สอบ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น จึงต้องแก้ไขอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพื่อมิให้การพัฒนาการศึกษาผิดทิศผิดทางไป
        ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูที่ตั้งใจสอนอย่างเต็มกำลังและขอให้นักเรียนทำหน้าที่ของตนให้ดี จึงขอมอบหัวใจสีชมพูในเดือนแห่งความรักที่ผ่านมานี้ ให้กับทุกคนนะครับ

                                                      ปราโมทย์  พลศักดิ์เดช
-เข้าค่ายลูกเสือ ที่ ตชด. 214 อ.สังขะ จ.สุรินทร์ (28 ก.พ. 56)
- การอบรมธรรมสัญจร (15 ก.พ.56)
-ป.3 สอบ NT   (21 ก.พ.56)
-สร้างศาลาหลังใหม่สำหรับผู้ปกครองมารอรับนักเรียน (21 ม.ค.-10 ก.พ. 56)
-ทาสีรั้วโรงเรียนให้สวยงาม (28 ม.ค.- 14  ก.พ. 56)

..333 ปี จากจินดามณี ถึง TABLET...
         ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเทคโนโลยีในยุคนี้ไปไกลเอามากๆเลยละครับ อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ เป็นได้ตั้งแต่โทรศัพท์  วิทยุ กล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรทัศน์ เกมและอื่นๆ รวมอยู่ในเครื่องเดียว ซึ่งถ้ารู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีเหล่านี้ก็เป็นดั่ง แก้วสารพัดนึก  เลยทีเดียว
ปีที่ผ่านมารัฐบาลจ่ายเงินไปกว่า 1,794 ล้าน เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.1 ราว แปดแสนกว่าคนได้ใช้ tablet โดยหวังว่าเด็กจะมี แก้วสารพัดนึก  เพื่อที่จะเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิธีการและสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลายสนุกสนาน เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ถึงพร้อมด้วยความรู้ คุณธรรม จริยธรรม สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นสุข  ทั้งยังมุ่งให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 คือ เป็นคนใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีความรับผิดชอบ เกิดทักษะในการติดต่อ สื่อสาร สร้างสรรค์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ส่งผลไปสู่การมีผลสัมฤทธิ์ของ 5 วิชาหลักที่สูงขึ้น           ผ่าน1 ปีการศึกษาแล้ว แต่ละโรงเรียนคงจะมีการประเมินผลการใช้ tablet อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นการสังเกต สอบถาม หรือลึกลงไปถึงผลการเรียนรู้ของเด็ก  มีเสียงสะท้อนมาอย่างไร ยังไม่ทราบแน่ชัดคงต้องตามดูกันต่อไป แต่สำหรับข้าพเจ้าในฐานะของผู้บริหารเมื่อได้ประเมินแล้วก็มีทัศนคติที่เป็นบวกอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปในทิศทางที่ดี  จะอย่างไรก็ตามการจัดการเรียนรู้ก็ยังคงพึ่งพิงสามองค์ประกอบหลักอยู่ดี อันได้แก่ ผู้เรียน ผู้จัดการเรียนรู้และเครื่องมือช่วยเรียนรู้  ทุกส่วนจะต้องประสานกันอย่างลงตัว  ครูเราในฐานะของผู้จัดการเรียนรู้จะต้องรู้เท่าทันหรือถ้ารู้มากกว่าเทคโนโลยีก็ยิ่งดี เพราะจะได้ช่วยกรองและกรอบความคิดในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เหมาะสม  ตัวผู้เรียนเองนั้นสำคัญยิ่งเพราะถ้ามีความพร้อมการเรียนรู้ก็ไปได้เร็ว  แต่อุปสรรคสำคัญคือสภาพสังคมที่มีความเสี่ยงแทบทุกด้าน อาจส่งผลให้เด็กเรียนรู้ผิดทิศทางไป  ก็ได้แต่หวังว่าทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนจะประสานมือกันเพื่อโอบกอดศิษย์ลูกให้อุ่นกายสบายใจในการเรียนรู้สู่ความเป็นคนที่สมบูรณ์อย่างที่บ้านเมืองมุ่งหวัง    ในส่วนของเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ ปัจจุบันมีหลากหลายให้เลือกใช้จนน่าอิจฉา   ซึ่งถ้าย้อนไปสักสามสี่ชั่วอายุคนที่ผ่านมานั้นการจัดการเรียนรู้ของไทยเป็นไปด้วยความอัตคัดขาดแคลน ว่ากันว่า แบบเรียนเล่มแรกของไทยที่เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้นั้นมีขึ้นสมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์-มหาราช โดยพระโหราธิบดี (บิดาศรีปราชญ์) เป็นผู้เขียน มีเนื้อหาเรื่องการใช้สระ พยัญชนะ  วรรณยุกต์ การแจกลูก การผันอักษร อักษรศัพท์  อักษรเลข การสะกดการันต์ และ การแต่งคำประพันธ์ชนิดต่างๆ  ซึ่งปรากฏกลบท  ๖๐ ชนิด ใช้ชื่อว่า จินดามณี เพราะหมายถึง แก้วสารพัดนึก  โดยมีเจตนาให้เด็กไทยได้ฝึกอ่านเขียน ให้มีความรู้ประหนึ่งมีแก้วสารพัดนึกอยู่ในมือ นั่นเอง 

         “แก้วสารพัดนึก” ของวันนี้กับเมื่อ 333 ปี ที่แล้ว มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป พอดู แต่เป้าประสงค์ก็ยังคงมุ่งให้ผู้เป็นเจ้าของได้เรียนรู้เพื่อสร้างสุขแก่ชีวิตของตนและอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างปกติ นั่นเอง

 ขอบคุณข้อมูล    http://www. pasasiam.com , http://th.wikipedia.org  , www.otpc.in.th


...คนเด่นประจำเดือน....

เด็กหญิงปาริฉัตร  วรรณฤทธิ์
น้องปู
20  พฤษภาคม 2543
ตำแหน่ง
คณะกรรมการนักเรียนร.ร.รัฐราษฎร์พัฒนา
ความภูมิใจ  เหรียญทอง ลำดับ 3 จากงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขต สพป.สร.3  รายการ โครงงานสุขภาพ          
        “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน





วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วารสาร 21


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
       สิ้นเทศกาลปีใหม่แล้ว แต่รอยยิ้มเสียงหัวเราะและความเฮฮา ยังกรุ่นอยู่โดยเฉพาะกับเด็กๆ ของเรา เพราะได้กิน ได้เล่น อย่างสนุกสนานในวันของพวกเขา เมื่อตอนต้นเดือน
        พอเข้ากลางเดือน ความสุข สนุกสนาน ของครูก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าเด็กๆ เลย ในวันครูของเรา ซึ่งในปีนี้ ชาวครู อ.ศรีณรงค์ จัดงานควบ 2 วัน มีทั้งกิจกรรมรำลึกคุณครูอาจารย์ การแข่งกีฬาและปิดท้ายด้วยความบันเทิงแบบครูๆ ทำเอาพี่น้องเราลืมเหนื่อยไปเลยละครับ
        ความสุข นั้นหอมหวานเหลือเกิน ใครๆ ก็อยากอยู่ในห้วงสุขนั้นไปนานๆ  แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า
นับแต่นี้อีก 11 เดือน ทั้งเขาทั้งเราก็คงวนอยู่ในวัฎเดิมจนกว่าจะถึงปีใหม่หน้า  ค่อยมาว่ากันอีกที.......นะครับ
กิจกรรม
 -งานวันเด็กและวันปีใหม่ 2556  (11 ม.ค. 56)
-กิจกรรมวันครู  ณ สนามกีฬา- หอประชุม อ.ศรีณรงค์ (15-16 ม.ค. 56)
-ป.6 สอบ Pre-ONET ที่ รร.บ้านหนองแวง (19 ม.ค.56)
-ขยับ ปรับ และปรุง สนามเด็กเล่นของเรา (22 ม.ค.56)
เก็บเรื่องราวมาเล่าบอก
...คิดถึงเพื่อนเก่า...
          หยุดยาวช่วงปีใหม่  ผมพาครอบครัวไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด  ค้นเจอหนังสือเรียนเล่มเก่าของตนเมื่อครั้งเรียนประถม จึงหยิบมาอ่านเล่นๆ ก็ทำให้นึกถึงตัวละครในหนังสือเรียนที่เติบโตมาพร้อมๆ กันกับเรา ก็มี
มานี รักเผ่าไทย  มีหมาน้อยชื่อ "เจ้าโต" มานีเป็นเด็กเรียนดี ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มานีเป็นรองประธานนักเรียนของโรงเรียน และเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่เรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาที่กรุงเทพฯ 
มานะ รักเผ่าไทย  เป็นพี่ชายของมานี มีสัตว์เลี้ยงเป็นนกแก้ว
ปิติ พิทักษ์ถิ่น  มีม้าชื่อ "เจ้าแก่" เมื่อเจ้าแก่ตาย เขาเศร้ามากต่อมาถูกสลากออมสินเป็นเงินจำนวน 1 หมื่นบาท จึงนำเงินไปซื้อลูกม้าตัวใหม่และตั้งชื่อให้ว่า "เจ้านิล" ทดแทนการตายของเจ้าแก่
วีระ ประสงค์สุข เป็นเด็กอาภัพ มีพ่อเป็นทหารที่ตายในการรบ ตั้งแต่วีระยังอยู่ในท้อง ส่วนแม่ก็ตรอมใจตายหลังจากคลอดวีระ 15 วัน ทำให้วีระอยู่กับลุงตั้งแต่เกิด วีระมีลิงแสมชื่อ "เจ้าจ๋อ" ซึ่งมันไม่ชอบกะปิ
ดวงแก้ว ใจหวัง  มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ชูใจ เลิศล้ำ  เป็นเพื่อนสนิทมานี มีแมวชื่อ "สีเทา" ชูใจอยู่กับย่าและอา ตั้งแต่เล็ก โดยไม่รู้รายละเอียดของพ่อและแม่ที่แท้จริง ซึ่งความจริงคือ พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ชูใจอายุ 1 ขวบ ส่วนแม่ก็อาศัยอยู่ต่างประเทศ และต่อมาแม่บินกลับมารับชูใจให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่เธอกลับเลือกอยู่กับย่า
สมคิด  มีปู่อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต จบ ป.6 จึงย้ายกลับไปเรียนต่อและอยู่ที่ภูเก็ต
เพชร  เกิดในครอบครัวยากจน บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เคยพุ่งฉมวกปักงูในอุโมงค์ช่วยเหลือเพื่อน แม่ของเขาถูกงูกัดตายขณะเก็บหน่อไม้ในป่า
จันทร เป็นผู้หญิง พิการขาลีบ ตอนท้ายของเรื่อง ได้รับคัดเลือกให้ร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" และยังได้อ่านทำนองเสนาะต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง เธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้แพทย์หลวง รับตัวไปผ่าตัดขาที่กรุงเทพฯ จนหายเป็นปกติ
คุณครูไพลิน  เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้น ป.1 - 3 คุณครูไพลินพบเกษตรอำเภอชื่อว่า "ทวีป" ครั้งแรกเมื่อคราวไฟไหม้ตลาด ซึ่งเด็กๆ เป็นตัวเชื่อมให้ได้รู้จักและแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน
คุณครูกมล เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้น ป.4 – 6
     ตัวละครเหล่านี้ ปรากฏในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยระดับประถมศึกษาชั้น ป.1-6 ซึ่งใช้เป็นแบบเรียน ช่วง พ.ศ. 2521-2537  เขียนโดย รัชนี ศรีไพรวรรณ เขียนภาพโดย  เตรียม ชาชุมพร, โอม รัชเวช และปฐม พัวพิมล  เป็นเรื่องราวที่ดำเนินไปเหมือนชีวิตจริง สนุก น่าอ่าน เพิ่มประสบการณ์ทางภาษาและเสริมคุณธรรมให้แก่เด็ก  ท้ายบทมีแบบฝึกหัดความรู้ หลักภาษา ทั้งยังสอดแทรกวรรณคดีและประวัติศาสตร์ อีกด้วย
       เมื่อเหลือบแลตำราเรียนที่เกลื่อนตาในยุคนี้แล้ว ก็ชวนให้คิดเหลือเกินว่าเด็กๆ จะผูกพันกับเพื่อนๆ ในหนังสือเรียนของเขาสักกี่มากน้อย             ...แต่สำหรับตัวผมเอง ก็ยังคงสุขใจอยู่เสมอ เมื่อได้คิดถึง เพื่อนเก่า  เหล่านั้น...

ขอบคุณข้อมูล    http://www.th.wikipedia.org

...คนเด่นประจำเดือน....

เด็กหญิงจุฑาทิพย์ ไชยน้อย      น้องจูน
11  กุมภาพันธ์  2543
ตำแหน่ง
คณะกรรมการนักเรียน ร.ร.รัฐราษฎร์พัฒนา
ความภูมิใจ  เหรียญเงิน ลำดับ43 จากงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับภาค 2555 รายการ โปรแกรม GSP     
                “ความพยายามคือหนทางสู่ความสำเร็จ”





วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

วารสารฉบับที่ 20


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
          ฤดูหนาวในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นร้อนเหลือเกิน  แต่กิจกรรมสำหรับเด็กๆ ก็ยังคงดำเนินไปตามวงรอบของการพัฒนาตามแผนที่วางไว้เริ่มต้นเดือนด้วยการไปให้กำลังใจนักเรียนและชมนิทรรศการในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.ชัยภูมิ  ปิดท้ายด้วยการร่วมแข่งขันกีฬาเครือข่ายที่ 23  ซึ่งกิจกรรมที่งอกเข้ามาในแต่ละครั้งนั้นก็ต้องหยุดเรียน รวมๆ แล้วแทบจะ 1 ใน 4 ของเวลาทั้งหมด จึงเกิดคำถามว่าที่ทำมามันถูกทางหรือไม่ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นปัญหานั้นเกิดจากกิจกรรมที่เพิ่มมาหรือเปล่า ก็ว่ากันไปละครับ แต่ผมเชื่อว่านี่แหละคือสีสันของการเรียนการสอนและเป็นสีสันของชีวิตด้วย

                                               สวัสดีปีใหม่  2556  ครับ

กิจกรรม
    -ร่วมพิธีถวายพระพรในหลวง ณ อ.ศรีณรงค์ (5 ธ.ค.55)
   -ดูงานแสดงผลงานนักเรียนระดับภาค ที่ จ.ชัยภูมิ  (7 ธ.ค. 55)   ทีมแข่ง GSP ของเราได้เหรียญเงิน ลำดับที่ 43
รถตู้ 1 คัน บรรทุกนักเรียน 6  ครู 8  มีความสุขสนุกสนานผสานความรู้
 -รถ Mobile ของ อบจ.สุรินทร์ มาให้บริการเด็กๆ(12ธ.ค.55)
   -งานกีฬาเครือข่าย ศรีณรงค์ 2 ประจำปี 2555 ณ ร.ร.บ้านโสน (26-28 ธ.ค. 55)
ผลงาน  1 เหรียญทอง ตะกร้อชาย 12  ปี   1 เหรียญทองแดง ฟุตบอลอนุบาลหญิง


                             ...เต่ากับกระต่าย...
     อมตะนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” ของอีสป สอนเราให้พากเพียรเยี่ยงเต่าและอย่าประมาทเช่นกระต่าย ซึ่งกระต่ายกับเต่าเหล่านั้นได้เติบใหญ่ขึ้น และได้บ่มเพาะลูกหลานไว้อย่างมากมาย  มุมดีๆ เรื่องความเพียร น่าชื่นชมยิ่งนัก แต่มุมบอดเรื่องแพ้ชนะ นั้นน่ากลัวไม่น้อยทุกวันนี้การแข่งขันกันมีทุกด้านและเกิดขึ้นทุกแง่มุมของชีวิต เรื่องแพ้ชนะจึงวนเข้าเวียนออกจนกลายเป็นเรื่องปกติและถูกยอมรับว่าธรรมดาเสียแล้ว
    ในระดับมหภาค การแข่งขันรุนแรงและเกรี้ยวกราดมากแทบทุกประเทศมีกองทัพที่พร้อมแสดงแสนยานุภาพ มีกล-ยุทธทางเศรษฐกิจที่พร้อมจะชนะตลอดเวลา  มีเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ภาพที่ปรากฎ คือ กระต่ายยังคงวิ่งไปไม่ยอมหยุดพัก เต่าก็เพียรพยายามไล่ตามอย่างไม่ลดละการหันหน้าหากันและจับมือช่วยเหลือกันอย่างจริงใจนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง   แล้วที่สุดของที่สุดจะหยุดตรงไหนย้อนมองมาที่โรงเรียน การจัดการเรียนการสอนของครูเรานั้นให้แง่คิดและมุมมองใดแก่เด็ก เพราะในบางสถานการณ์เราก็เป็นเช่นกระต่าย แต่บางโอกาสเราก็กลายเป็นเต่า  หากเอาเส้นชัยเป็นเป้าหมาย ก็ย่อมต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ยากจะบรรจบกัน หลักคิดที่จะปลูกฝังให้กับเด็กๆ นั้น ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้เขาเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขบนความสมเหตุสมผล
     มีแนวคิด ทฤษฎีทั้งของฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกที่นำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตให้เป็นสุข ซึ่งครูเราสามารถค้นคว้ามาใช้สำหรับเติมเต็มเป็นหลักคิดให้นักเรียนได้ แต่ทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เพราะได้ตอบโจทย์ที่เหมาะกับความเป็นไทยมากที่สุด กล่าวคือ โครงสร้างของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มี  3 ระดับ เริ่มตั้งแต่จัดการตนเองให้มั่นคง ต่อด้วยการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง และสรุปด้วยการสร้างเครือข่ายองค์กรที่ยั่งยืน ในแต่ละระดับจะมี 3 องค์ประกอบ คอยหล่อเลี้ยงให้วงจรขับเคลื่อนไปอย่างสมดุล  ได้แก่ พอประมาณ  มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นหางเสือ ซึ่งเราจะพบว่าหลักการนี้ ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ มีเพียงเส้นชัยที่เราเห็นร่วมกันเท่านั้น    ในภาษาทางการทูตเรียกว่า win-win  คือได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย
   เมื่อเด็กๆ มีหลักคิดที่ดีและนำสู่การปฏิบัติได้ถูกการปรับทิศของสังคมให้ไปในทางที่เหมาะควรก็เป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อม  ซึ่งผลกระทบในระดับจุลภาคนี้จะเป็นตัวชี้นำความเป็นมหภาคด้วยเช่นเดียวกัน

       ถ้าตอนจบของนิทานกระต่ายกับเต่า มิใช่เต่าเข้าเส้นชัยเพราะพากเพียรและมิใช่กระต่ายตื่นขึ้นมาทันแล้วรีบวิ่งเข้าเส้นชัยก่อน หากแต่เป็นภาพที่ เต่าปลุกกระต่ายให้ตื่นขึ้นมาแล้วจูงมือกันเดินเข้าเส้นชัยอย่างเป็นสุขนั้น จะดีเพียงใด และคงไม่ทำให้ท่านอิสป ฟื้นขึ้นมาเอาเรื่องกับพวกเราหรอกกระมัง

ขอบคุณข้อมูล : 
เศรษฐกิจพอเพียง.net  และบทเพลงกระต่ายกับเต่า ของคาราวาน

...คนเด่นประจำเดือน....
เด็กชายผดุงเกียรติ  ทองคำ
น้องยิม
25 สิงหาคม 2543
ตำแหน่ง
ประธานนักเรียน
ร.ร.รัฐราษฎร์พัฒนา
ความภูมิใจ  เหรียญเงิน ลำดับ 43 จากงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับภาคปี 2555 รายการ โปรแกรม GSP 
           “ตั้งใจเรียนวันนี้  อนาคตดีวันหน้า”


วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วารสาร19


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
    พาเด็กๆไปเที่ยวตอนต้นเดือนที่สวนสัตว์โคราช ไปกันทั้งโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล - ป.6 รวมทั้งครูและผู้ปกครองของนักเรียน ร่วมๆ 160 คน ใช้รถบัส 3 คัน สำหรับเด็กๆ นั้น สนุกสนานกันเต็มที่ ส่วนครูเรานั้นเหนื่อยเอาการเลยครับ แต่เป็นภาระงานที่ต้องทำ เพื่อพัฒนาเด็กๆของเรานั่นเอง
     ปิดท้ายเดือนด้วยบุญกฐินของวัดห้วยเสน ปีนี้จัดเป็นงานใหญ่ เพราะพี่น้องบ้านเราถือโอกาสทำบุญฉลองศาลาหลังใหม่ด้วย มีกิจกรรมหลายอย่างให้ร่วมบุญ โรงเรียนของเราก็พาเด็กๆ ไปศึกษาดูงาน และร่วมทำบุญอย่างมีความสุข ซึ่งบรรยากาศของงานวัดนั้นเต็มไปด้วยสีสันและความรื่นเริง ก็คงช่วยให้พี่น้องบ้านเราที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานได้เติมสุขให้ชีวิตเป็นอย่างดี  นะครับ
กิจกรรม
-ประชุมผู้ปกครองนักเรียน  (6 พ.ย.55)







-ทัศนศึกษาที่ จ.นครราชสีมา  (9 พ.ย. 55)









-เกี่ยวข้าวนาโรงเรียน (20 พ.ย. 55)










-รับประเมินเตรียมความพร้อมเทอม 2  (21 พ.ย. 55)







-งานบุญกฐินฉลองศาลา วัดห้วยเสน บ้านรัฐราษฎร์พัฒนา (25-28 พ.ย. 55)









เก็บเรื่องราวมาเล่าบอก
                   ... จดหมายถึงพ่อ  ...
                                                เขียนที่ท้องทุ่งนา จ.สุรินทร์
23  พ.ย. 2555
ถึงคุณพ่อที่รักและเคารพ
     เสียงปี่ซังข้าว ที่แหบพร่า ถูกกลืนกลบด้วยความอึกทึกของเครื่องยนต์รถเกี่ยวข้าวเมดอิน Japan กลางท้องทุ่ง
อีกฟากหนึ่ง ผู้จัดการนา กำลังสั่งการผ่านโทรศัพท์เมดอิน China เพื่อเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยว โดยให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งวันให้จงได้ ประหนึ่งว่า ถ้าหากเลยล่วงเวลาไปกว่านั้น จักต้องโทษประหารเจ็ดชั่วอายุคน
     ทุ่งรวงทองที่เคยอวดความงามล้อลมหนาวในอดีตหมดมนต์ขลังเสียแล้วกระมัง เพราะแม้แต่ไอ้ขวัญก็ยังทิ้งขลุ่ย หันไปเล่นกีตาร์ พานังเรียมซ้อนแมงกะไซค์มาเย้ยเจ้าทุยที่เล็มหญ้าน้ำตาคลออยู่ข้างทาง..โอ  อนิจจัง.....
     จะว่าคนอื่นไปทำไมเพราะแม้แต่ผมเองก็ยังโดนพ่อขับใสออกมาจากอาชีพชาวนา โดยยกเหตุผลนานาประการมาอ้าง ก็เอาเถอะ เพราะทางที่ผมเดินมานั้นมันไกลพอดู ไกลพออย่างที่พ่อหวังไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้  ก็ถือว่าเป็นการแสวงหาความท้าทายใหม่ในชีวิต  แต่สำหรับผม ทุกครั้งที่ตักข้าวเข้าปาก ผมคิดถึงพ่อและพี่น้องชาวนาทุกคน
     แม่เล่าให้ผมฟังว่า ในช่วงที่ผมเกิดนั้น พ่อต้องทำนาคนเดียว 30 กว่าไร่
....หนึ่งรอบปีนั้นเริ่มด้วย ใช้ควายไถนา ถอนกล้าด้วยมือ แล้วปักดำด้วยมือ จนเสร็จสิ้น กระทั่งข้าวสุก ก็เกี่ยวข้าวทีละรวง แล้วมัดเป็นฟ่อน จึงขนฟ่อนมากองไว้บนลานเพื่อทุบข้าวให้เหลือแต่เมล็ด ปิดท้ายด้วยขนใส่เกวียนขึ้นยุ้งฉาง....
คนที่สูง 168 ซม. หนัก 60 กิโลกว่าๆ ไปเอาพละกำลังมาจากไหน แต่ละวัน แต่ละเดือนรวมเป็นปีที่ผ่านไป พ่อซ่อนความสุขไว้ที่ซอกมุมไหน เพราะเห็นพ่อยิ้ม และหัวเราะให้กับพวกเราเสมอในวงข้าวมื้อเย็น     เครื่องประทินผิวประเทืองโฉมเช่นทุกวันนี้ไม่มีโอกาสได้สัมผัสผิวพ่อ แต่พ่อรู้ไหมว่าเวลาที่แม่พูดถึงพ่อ แม่เขารักและภูมิใจในตัวพ่อมาก    ต่างจากสมัยนี้ที่เครื่องทำให้งามภายนอกเกลื่อนไปทั่ว แต่ผู้คนก็ไม่เห็นจะรักกันสักเท่าไร
        พ่อครับ ทุกวันนี้มีกลุ่ม มีองค์กร เยอะไปหมด มีทุกอาชีพ จุดหมายก็ว่าก่อตั้งเพื่อเราๆ นะแหละ  แต่เอาเข้าจริงๆ ชักไม่แน่ใจ แล้วละครับ  ผมก็เลยจัดตั้งสมาคมของตัวเองขึ้นมาบ้าง ชื่อว่า  ส.ลชมก. และขอมอบรางวัลให้พ่อเป็นรายแรก
“สมาคมลูกหลานชาวนาที่ไม่ลืมกำพืด (ส.ลชมก.)ขอประกาศให้โลกทราบว่า นายทองดี  พลศักดิ์เดช ผ่านการประเมินการเป็นชาวนา ในระดับยอดเยี่ยม” (สมาคมนี้เพิ่งก่อตั้ง ความเชื่อถือยังไม่มาก รอบแรกนี้ประเมินให้ฟรีก่อนนะ)
ดีใจด้วยนะพ่อ ในที่สุดก็มีโอกาสได้รับรางวัลกะเขาซักที  (ฮา)………..
     พ่อจำได้ไหมวันนี้เป็นวันที่พ่อจากพวกเราไป  เมื่อเช้าผมตื่นมาใส่บาตรแล้วและคิดว่าแม่ก็คงไม่พลาดเช่นกัน  เสียใจด้วยนะพ่อ ที่ไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ให้กับคนธรรมดาสามัญอย่างเรา แต่ผมได้สร้างไว้แล้วละ ที่ที่กฎหมายไปไม่ถึง  ซึ่งมันอยู่ในใจของผมงัยครับ  นัยยะแห่งการใช้ชีวิตของพ่อทำให้รู้ว่า
ความสุขสบายไม่เคยจริงใจกับใคร มีเพียงความทุกข์ยากเท่านั้นที่สร้างคนจริง
     ในเทศกาลวันพ่อนี้ ผมขอใช้สิทธิ์ของความเป็นลูก  ปวารณาตนเองเพื่อการ ทำความดี และประกอบสัมมาอาชีพอย่างเต็มกำลัง
เช่นที่พ่อทำเป็นแบบอย่างไว้  เพื่อระลึกว่าเลือดของชาวนายังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของผม  นั่นเอง
                                รักพ่อเสมอและตลอดไป
                                                ลูกชาย

ขอบคุณข้อมูล :   คุณแม่ฉาย  พลศักดิ์เดช


   ...แนะนำบุคลากร....
นางสมัย   จอกทอง      ไหม





26  กุมภาพันธ์  2515
ตำแหน่ง
ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ณรงค์
สถานะ     นักศึกษาฝึกประสบการณ์
               
                             “ณ วันนี้   ทำดีที่สุด”

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วารสาร18


ทักทายกัน....ประสาพี่น้อง
   ...พี่น้องเราได้พักรบกับพวกลิงทโมน กว่าครึ่งเดือนแล้วก็คงมีพลัง และมีแรงลุยงานสำหรับเทอมใหม่นี้นะครับ     ช่วง 10-11 ต.ค.55 ที่ผ่านมาอ.พนมดงรัก เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการของ สพป.สร.3  ครู 7 คน เด็ก 6 คนใน 4 รายการที่เข้าแข่งขัน ได้มา 2 ทอง     1 เงิน  1 ทองแดง ได้เป็นตัวแทน 1 รายการ ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนของเรา       อากาศที่แปรปรวนไปเรื่อยนั้น ทำให้หลายสิ่งอย่างรอบตัวเราเปลี่ยนไป  ตามทันบ้าง ไม่ทันก็มี  ถึงแม้ว่าอะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงก็ตาม  แต่ขอให้สำนึกแห่งความเป็นครูของเรามั่นคง ก็เพียงพอแล้ว    ยินดีต้อนรับสู่ปีงบประมาณ 2556 ครับ
 ...ความกล้าหาญทางจริยธรรม (Moral Courage)...
      “ยิงเลย… ฉันมันก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนนึง”  คือประโยคสุดท้ายในชีวิตของ เช เกบารา (Che Guevara)     ก่อนที่ทหารโบลิเวีย จะประหารชีวิตของเขา เมื่อ 9 ตุลา1967       นักปฏิวัติผู้ยอมละทิ้งความมั่งมีและฐานันดร จนได้รับยกย่องว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกของศตวรรษนั้น  มีสิ่งใดที่ผลักดันให้เขาเป็นอย่างนั้น?
     ย้อนเวลาไป 300 ปีก่อนคริสตกาล   Socrates ยอมดื่มยาพิษเพื่ออุดมการณ์ของตนเอง  แต่เขาได้ทิ้งอภิปรัชญา                                                    อันยิ่งใหญ่ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา....
.....เสียงปืนที่ห้วยขาแข้ง เมื่อวันที่ 1 กันยา 2533  ได้ปลิดชีพ        สืบยศ  นาคะเสถียร  จากไป แต่ได้ก่อให้เกิดกระแสแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นรูปธรรมขึ้น
         แม้ยุคสมัยและผืนแผ่นดินเกิดจะต่างกัน  แต่ความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ ของวีรบุรุษเหล่านี้ ไม่ได้แตกต่างกัน คือ  เปี่ยมด้วยอุดมการณ์และกล้าหาญทางจริยธรรม
   พระมหาวุฒิชัย(ว.วชิรเมธี)  ได้ให้ความหมาย ความกล้าหาญทางจริยธรรมไว้สองระดับ คือ หนึ่ง รักในความเป็นธรรม ความถูกต้อง และความจริง    สอง ความกล้าที่จะทำในสิ่งที่เป็นธรรม ถูกต้องและดีงาม
       ในตัวตนคนเรานั้น ถ้าไม่แย่จริงๆ ผมคิดว่าทุกคนน่าจะมีและผ่านระดับที่หนึ่งได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่คนส่วนใหญ่ก้าวข้ามผ่านระดับที่สองค่อนข้างยาก ด้วยสาเหตุหลายประการ เป็นต้นว่า เกรงจะเสียประโยชน์เสียสถานะตนเอง เกรงจะเข้าพวกเข้ากลุ่มไม่ได้  สังคมรอบด้านบีบคั้น ใครๆ ก็ทำทั้งนั้นแหละ   จึงสมยอมที่จะลอยไปตามกระแส    เมื่อจุดหมายที่แท้ของการจัดการศึกษา คือ สร้างคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์  แล้วคนที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร เพียงอุดมคติหรือคำโกหกของนักการศึกษา เพราะปรัชญาการศึกษาไทยเวลานี้ไปบรรจบอยู่ที่การสนองกิเลส อัตตา หรือ ตัวกูของกู  ปรากฏการณ์แปลกๆ จึงเกิดขึ้นในสังคม อาทิ การยกพวกตีกันระหว่างสถาบัน การแก่งแย่งกันเข้าโรงเรียนดัง  นักศึกษาขายตัวเพื่อแลกเกรด       ครูอาจารย์คุกคามนักเรียนนักศึกษา เป็นต้น และเมื่อผ่านพ้นรั้วโรงเรียนมาแล้ว     ก็ยังพบเห็นความไม่เป็นธรรมระหว่างคนต่อคน อาชีพต่ออาชีพ สังคมต่อสังคม  
       หากปัจจุบันเป็นผลจากอดีต อนาคตก็ย่อมเป็นผลจากปัจจุบัน  พฤติกรรมของคนในปัจจุบัน ย่อมสะท้อนผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมา ได้ชัดเจนที่สุด       ถ้าการจัดการศึกษายังย่ำอยู่อย่างนี้  เราน่าจะเห็นเค้าลางของอนาคตแล้วละ
       ตัดประเด็นเรื่องการกล่าวโทษสิ่งต่างๆ ออกไป เพราะหลายอย่างเราไม่สามารถจัดการได้ เราจะมีแนวทางในการสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมให้แก่นักเรียนของเราได้อย่างไร?  ตอบยากนะครับ เพราะถ้าตอบได้ ผมคงทำFranchiseเพื่อแจกจ่ายให้ทุกโรงเรียนนำไปพัฒนานักเรียนของตนแล้ว (ฮา...)
     แต่ผมเชื่อว่า ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คือครูจะต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพื่อเป็นตัวแบบให้กับเด็กๆ ในลักษณะร่วมเรียนรู้และจูงมือกันไป  ซึ่งนั่นจะทำให้องศาของอนาคตเบี่ยงไปยังทิศทางที่เราต้องการได้
“เมล็ดข้าวที่เราหว่านลงดิน มิได้เกิดและเติบโตทุกเมล็ด  แต่มันจะต้องมีสักเมล็ดที่งอกงามได้”
          กระบวนการสร้างคนก็เฉกเช่นเดียวกัน...........
ขอบคุณข้อมูล    
www.wikipedia.org. /www.mcu.ac.th
   ...แนะนำบุคลากร....
นางหนึ่งฤทัย  ศรีผดุง
ครูจิ๋ว
13  พฤษภาคม  2519
ตำแหน่ง
(รก.)หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ณรงค์
สถานะ     นักศึกษาฝึกประสบการณ์
               
                             “ทำวันนี้   ให้ดีที่สุด”